Menu Close

โรคของต่อมเหงื่อ

70618867c

โรคของต่อมเหงื่อ

(Disorders of the Eccrine and Apocrine Glands)

ร่างกายของคนเรามีต่อมเหงื่อ (Sweat glands) ประมาณ 2-4 ล้านต่อม สามารถผลิตเหงื่อได้มากถึงวันละ 10 ลิตร ต่อมเหงื่อแบ่งออกได้เป็น2 ชนิด ได้แก่

1.Eccrine sweat glandsสร้างและขับเหงื่อเพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเป็นหลัก กระจายอยู่มากทั้งร่างกายโดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ต่อมเหงื่อชนิดนี้จะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีกลิ่น ร่างกายจะขับเหงื่อชนิดนี้ออกมาเมื่อทำกิจกรรมหนักๆ หรืออยู่ในสภาวะอากาศร้อน

2.Apocrine sweat glandsต่อมเหงื่อชนิดนี้สร้างกลิ่นเป็นหลัก มีอยู่เฉพาะจุดคือ บริเวณรักแร้ อวัยวะเพศภายนอก และบริเวณรอบๆ ทวารหนัก ต่อมเหงื่อชนิดนี้พบได้ตั้งแต่แรกเกิดแต่จะเริ่มทำงานในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเหงื่อที่ได้จะมีลักษณะเหนียวใสและมีส่วนผสมของไขมันอยู่มาก จึงทำให้เหงื่อชนิดนี้มีกลิ่น ซึ่งกลิ่นเหล่านี้ทำหน้าที่ในการกระตุ้นอารมณ์เพศ(Pheromone)

การขับเหงื่อ

เหงื่อ เป็นของเสียชนิดหนึ่งที่ร่างกายขับออกมาในรูปของเหลวทางผิวหนัง ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 ส่วนที่เหลือได้แก่ โซเดียมคลอไรด์แลกเตท ยูเรียแอมโมเนียและกรดอะมิโนบางชนิด โปรตีนโมเลกุลขนาดเล็กเช่น โกลบูลินและอัลบูมินเหงื่อจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น ความร้อนและอารมณ์ ทำให้สมองหลั่งสารเคมีชื่อแอซีทิลโคลีน(Acetylcholine) ที่อยู่บริเวณปลายประสาทออกมากระตุ้นต่อมเหงื่อให้ผลิตเหงื่อ สิ่งกระตุ้นที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการผลิตเหงื่อก็คือ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบริเวณสมองส่วนไฮโปธาลามัส(Preoptic hypothalamus)การขับเหงื่อของต่อมเหงื่อทั้ง 2 ชนิดถูกควบคุมโดยเส้นประสาทที่แตกต่างกันคือ ต่อมเหงื่อชนิดEccrineจะถูกควบคุมโดยสารเคมีชื่อโคลิเนอจิก (Cholinergic)  ส่วนต่อมเหงื่อชนิดApocrine จะถูกควบคุมโดยสารเคมีที่ชื่ออะดรีเนอจิก (Adrenergic) เป็นหลัก

โรคของต่อมเหงื่อชนิด Eccrine

เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีความผิดปกติของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง ความผิดปกติของกระบวนการสร้างต่อมเหงื่อ เป็นต้น สามารถจำแนกชนิดของโรคได้ดังนี้

  1. ภาวะหลั่งเหงื่อมาก (Hyperhidrosis)เป็นภาวะที่ร่างกายมีเหงื่อออกมากผิดปกติจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มีทั้งแบบที่ไม่ทราบสาเหตุ เรียกว่า ภาวะหลั่งเหงื่อมากปฐมภูมิ (Primary hyperhidrosis หรือ Essential hyperhidrosis) และแบบที่ทราบสาเหตุ เรียกว่า ภาวะหลั่งเหงื่อมากทุติยภูมิ (Secondary hyperhidrosis)ซึ่งภาวะหลั่งเหงื่อมากนี้หากมีความผิดปกติเฉพาะที่หรือบางตำแหน่งในร่างกายจะเรียกว่า ภาวะหลั่งเหงื่อมากเฉพาะจุด (Focal hyperhidrosis) และหากมีความผิดปกติทั่วทั้งตัวจะเรียกว่า ภาวะหลั่งเหงื่อมากทั่วตัว (Generalized hyperhidrosis)
  2. ภาวะขาดเหงื่อ (Anhidrosis)เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเหงื่อได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีความผิดปกติของระบบประส่วนกลางหรือระบบประสาทส่วนปลายที่มีผลต่อการผลิตเหงื่อ รวมถึงโรคผิวหนังบางโรคที่มีผลต่อการผลิตเหงื่อ เช่น โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis), โรค Miliariaเป็นต้น

ต่อไปจะเป็นการกล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละโรค ดังนี้

  1. ภาวะหลั่งเหงื่อมาก (Hyperhidrosis)

1.1 ภาวะหลั่งเหงื่อมากปฐมภูมิแบบเฉพาะจุด (Primary focal hyperhidrosis)

เป็นโรคของต่อมเหงื่อชนิด Eccrineที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ส่วนมากจะมีอาการบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า รักแร้ อาจพบที่ใบหน้าและบริเวณขาหนีบได้ด้วย โดยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะเป็นที่บริเวณรักแร้ และร้อยละ 25 ของผู้ป่วยมีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย

การวินิจฉัยโรค สามารถทำได้จากการซักประวัติผู้ป่วย โดยจะต้องมีอาการเหงื่อออกมากนานเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนโดยไม่ปรากฏสาเหตุ ร่วมกับมีลักษณะดังต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อ คือ

  • มีเหงื่อออกมากทั้ง 2 ข้างของร่างกาย (ขวาและซ้าย)
  • เหงื่อออกมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มีอาการเหงื่อออกมากอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์
  • เริ่มมีอาการก่อนอายุ 25 ปี
  • มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • มีเหงื่อออกมากในช่วงระหว่างการนอนหลับ

ผู้ป่วยอาจมีเหงื่อออกมากในช่วงเวลาใดก็ได้โดยไม่สัมพันธ์กับสภาพอากาศ อารมณ์ และความเครียด และในบางสภาวะ เช่น เมื่อผู้ป่วยได้รับการวางยาสลบ (General anesthesia) หรือมีการกระตุ้นด้วยความร้อนและกิจกรรม ก็อาจไม่มีอาการเหงื่อออกมากเลยก็ได้ ภาวะหลั่งเหงื่อมากนี้อาจมีการขับเหงื่อในลักษณะแบบต่อเนื่อง (Continuous) ซึ่งจะพบมากในช่วงฤดูร้อน หรือแบบขับเหงื่อออกเป็นระยะๆ (Phasic) ที่สัมพันธ์กับการทำกิจกรรมและอารมณ์เป็นหลัก

การรักษา แพทย์ควรประเมินความรุนแรงและบริเวณที่ผู้ป่วยมีภาวะหลั่งเหงื่อมาก รวมทั้งพยายามหาสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ แล้วจึงเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งมีวิธีต่างๆ ดังนี้

  • ยาชนิดทา Aluminum chloride hexahydrate, Glycopyrrolateเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเหงื่อออกมากบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ หรือใบหน้า แบบที่เป็นไม่รุนแรง
  • ยาชนิดรับประทาน Glucopyrrolate, Topiramateและยาชนิดแปะผิวหนัง Clonidine, Scopolamine อาจใช้ร่วมกับยาชนิดทาในกรณีที่รักษาแล้วไม่ได้ผล หรือมีอาการระคายเคืองจากยาชนิดทา
  • Tap water, Iontophoresisเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเหงื่อออกมากบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า
  • การฉีดโบท็อกซ์ใต้ผิวหนัง เหมาะสำหรับการรักษาบริเวณรักแร้ ฝ่ามือฝ่าเท้า ขาหนีบ ยาออกฤทธิ์ได้นาน 2-8 เดือน
  • การผ่าตัดดูดต่อมเหงื่อออกจากใต้ผิวหนัง (Suction curettage) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยที่มีเหงื่อออกมากบริเวณรักแร้
  • การผ่าตัดเส้นประสาท (Upper thoracic sympathectomy) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเหงื่อออกมากบริเวณฝ่ามือแบบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาข้างต้นที่ได้กล่าวมา

การดำเนินโรคมักเป็นนานหลายปี ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการของโรคไม่รุนแรงและอาจหายได้เองหลังอายุ 35 ปี  แต่ทั้งนี้เมื่อมีภาวะหลั่งเหงื่อมากก็อาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคมได้ เช่น เมื่อมีเหงื่อออกมากที่ฝ่ามือ อาจทำให้ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะจับมือกับผู้อื่นในการเข้าสังคม เป็นต้น ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้

1.2 ภาวะหลั่งเหงื่อมากทุติยภูมิ (Secondary cause of hyperhidrosis)

1.2.1  ภาวะหลั่งเหงื่อมากทุติยภูมิแบบเฉพาะจุด(Focal or localized)เป็นภาวะที่พบได้น้อย                              เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • มีความผิดปกติของสมอง เช่น ขาดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าหรือก้านสมอง (Frontal infarct, Brainstem stroke)
  • ความผิดปกติของไขสันหลัง : Autonomic dysreflexia, Posttraumatic syringomyelia
  • โรคของระบบประสาทส่วนกลาง: Chiari type I and II malformation, Cold-induced sweating syndrome, Olfactory hyperhidrosis
  • โรคของระบบประสาทส่วนปลาย : Gustatory sweating, Postherpetic, Post-nerve injury, Lacrimal sweating, Postmenopausal localized hyperhidrosis
  • โรคผิวหนัง เช่น Blue rubber bleb nevi, Eccrine angiomatous hamartomaเป็นต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของ Gustatory sweating

Gustatory sweatingเป็นลักษณะอาการที่มีเหงื่อออกบริเวณใบหน้า แทนที่จะมีน้ำลายออกในปากหรือมีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเมื่อรับประทานอาหารหรือรู้สึกหิวข้าว เกิดขึ้นเนื่องจากมีความผิดปกติของเส้นประสาทพาราซิมพาเธติก(Parasympathetic) ของใบหน้าที่ไปเลี้ยงต่อมน้ำลาย เปลี่ยนแปลงไปเลี้ยงต่อมเหงื่อแทนซึ่งมีลักษณะเป็นซิมพาเธติก(Sympathetic)  ดังนั้นจากปกติที่เคยเป็นการกระตุ้นการรับรสที่ต่อมพาโรติด (Parotid gland), ต่อมน้ำลาย และกระเพาะอาหาร จึงเปลี่ยนเป็นการกระตุ้นให้เหงื่อออกตามแนวบริเวณที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทนั้นๆ แทน ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ กลุ่มอาการเฟรย์(Frey Syndrome)  ซึ่งมีลักษณะเหงื่อออกบริเวณหน้าหรือหลังหูเมื่อรับประทานอาหาร อาจเกิดจากมีการบาดเจ็บ การอักเสบหรือติดเชื้อ หรือเคยมีการผ่าตัดบริเวณต่อมพาโรติด สำหรับการรักษาอาจใช้ยาชนิดทา เช่น Glycopyrrolate, Aluminum chloride, Clonidine, Scopolamine หรือการฉีดโบท็อกซ์ก็ได้ผลดี

1.2.2 ภาวะหลั่งเหงื่อมากทุติยภูมิแบบทั่วตัว (Generalized)  เป็นภาวะที่พบได้น้อย

เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • โรคของระบบประสาทส่วนกลาง : Episodic hypothermia with hyperhidrosis : Hines-Bannick or Shapiro syndrome, Posttaumatic or posthemorrhagic : Diencephalic epilepsy
  • ไข้และการติดเชื้อเรื้อรัง สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเอกโซจีนัส(Exogenous) เช่น จากมาลาเรีย วัณโรค กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น และมีอาการเหงื่อออกมากได้
  • โรคทางเมตาบอลิก เช่น โรคเบาหวาน (DM) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis) ภาวะถอนยาและแอลกอฮอล์ (Drug and alcohol withdrawal)
  • โรคมะเร็ง ได้แก่ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน(Hodgkin’s lymphoma), เนื้องอกของต่อมหมวกไต(Pheochromocytoma)
  • ยาและสารเคมีต่างๆ เช่น Fentanyl, Methadone, Morphine, Amitriptyline, Pyridostigmineเป็นต้น

ภาวะหลั่งเหงื่อมากแบบทุติยภูมิ ถึงแม้จะพบได้น้อยแต่ก็มีความสำคัญ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการเหงื่อออกมาก แพทย์ควรคิดถึงสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก่อนที่จะวินิจฉัยผู้ป่วยว่ามีภาวะหลั่งเหงื่อมากแบบปฐมภูมิ

2.ภาวะขาดเหงื่อ (Anhidrosis)

หมายถึง ภาวะที่ไม่มีเหงื่อออก มักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท หรือยาบางชนิด มีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

  • ภาวะขาดเหงื่อที่เกิดจากโรคของระบบประสาทอัตโนมัติแบบปฐมภูมิ
  • มีความผิดปกติเฉพาะการขับเหงื่อ (Isolated sudomotor disorders) :

Progressive isolated segmental anhidrosis, Idiopathic pure sudomotor failure

  • มีความผิดปกติของการขับเหงื่อร่วมกับระบบประสาทอัตโนมัติอื่นๆ:

Ross syndrome, Pure autonomic failure

  • ภาวะขาดเหงื่อที่เกิดจากโรคของระบบประสาทอัตโนมัติแบบทุติยภูมิ
  • มีรอยโรคที่ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมองส่วนก้านสมองขาดเลือดไปเลี้ยง มีการติดเชื้อหรือเนื้องอกในไขสันหลัง
  • โรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น Dementia with Lewy body disease, Parkinson disease
    • ภาวะขาดเหงื่อที่เกิดจากการมีรอยโรคของระบบประสาทส่วนปลายเช่น Guillain-Barre syndrome, Diabetic autonomic neuropathy, Amyloidosis เป็นต้น
    • ภาวะขาดเหงื่อที่เกิดจากยา สารเคมี หรือสารพิษ
  • สารโบท็อกซ์(Botulinum toxin) ชนิดเอและบี เมื่อฉีดใต้ผิวหนังหรือชั้นไขมันสามารถยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อได้ ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการรวมตัวกันของถุงขนาดเล็ก (Vesicle) ที่ผนังเซลล์ของปลายประสาท ทำให้ไม่สามารถหลั่งสารแอซีทิลโคลีนและกระแสประสาทได้ นิยมนำมาใช้ในการรักษาภาวะหลั่งเหงื่อมากที่บริเวณรักแร้และฝ่ามือ
  • สารอื่นๆ เช่น Organophosphate, Carbonic anhydrase inhibitors, Opioids
    • ภาวะขาดเหงื่อจากโรคลมแดด (Heat stroke and heat hyperpyrexia) จะเกิดเมื่อมีไข้สูง อุณหภูมิที่วัดได้ทางทวารหนักมากกว่า 5 องศาเซลเซียส ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด
    • ภาวะขาดเหงื่อที่สัมพันธ์กับโรคผิวหนังและต่อมเหงื่อ
  • เกิดจากผิวหนังถูกทำลายจากวิธีทางกายภาพและสารเคมี เช่น การผ่าตัดหรือได้รับบาดเจ็บเกิดแผลเป็น การฉายแสง หรือมีการอักเสบติดเชื้อบริเวณต่อมเหงื่อ ก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดเหงื่อได้
  • โรคผิวหนัง เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma),Sjogren syndrome เป็นต้น
  • โรคที่มีผลต่อต่อมเหงื่อ ที่สำคัญคือ โรค Miliaria

Miliariaเป็นโรคที่มีการทำลายท่อของต่อมเหงื่อ(Sweat duct)  ทำให้มีความผิดปกติในการขับเหงื่อ อาจทำให้เกิดภาวะขาดเหงื่อได้นานหลายสัปดาห์ ผิวหนังบริเวณที่โดนแสงแดดหรือมีเหงื่อออกมากๆ อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคได้ สามารถแบ่งได้ 4 ชนิดตามลักษณะอาการทางคลินิกและพยาธิสภาพ คือ

  • Miliaria crytallinaมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสอยู่ที่ผิวหนังชั้นตื้น (Superficial, subcorneal layer) ไม่มีการอักเสบเมื่อถูผิวหนังแล้วตุ่มน้ำจะแตกได้ง่าย มักพบในเด็กทารกที่อยู่ในสภาพอากาศร้อน
  • Miliaria rubraเกิดจากมีการอุดตันของเหงื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นตุ่มนูนแดง คัน อักเสบรอบๆ รูขุมขน พบบ่อยในเด็กทารกที่อยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น อาจพบในเด็กและผู้ใหญ่ได้ด้วย มักมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1 วันเมื่อปรับให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพอากาศเย็น
  • Miliaria pustulosaเป็นตุ่มหนองที่เกิดจาก Miliaria rubra
  • Miliaria profundaเกิดจากการมีเหงื่อซึมลงในชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไป ทำให้เห็นเป็นตุ่มนูนสีเนื้อกระจายอยู่ทั่วบริเวณที่เป็น

ภาวะขาดเหงื่อ เป็นภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถสร้างและหลั่งเหงื่อได้อย่างปกติ เมื่อหลั่งเหงื่อไม่ได้ก็มีผลทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนและควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ จึงอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายตามมา เช่น โรคลมแดด (Heatstroke, Heat cramps and Heat exhaustion)  ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักมีอาการแสดงของโรคเหล่านี้เมื่อมาพบแพทย์ คือ ไม่มีเหงื่อหรือเหงื่อออกน้อย ร่วมกับอาการเวียนศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว หัวใจเต้นเร็ว อาจรู้สึกว่าร่างกายร้อนมากกว่าปกติ เป็นลมและหมดสติได้ แพทย์ควรสืบหาสาเหตุของการเกิดภาวะขาดเหงื่อดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจการขับเหงื่อ (Sweat test) และส่งตรวจชิ้นเนื้อ (Skin biopsy) บริเวณที่สงสัยว่ามีภาวะขาดเหงื่อหรือเหงื่อออกน้อย เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค ส่วนการรักษามักดูแลผู้ป่วยตามอาการ และแก้ไขสาเหตุทีทำให้เกิดโรค

 

โรคของต่อมเหงื่อชนิด Apocrine

แบ่งโรคได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  1. แบบปฐมภูมิ ได้แก่ ภาวะกลิ่นตัวแรง (Apocrine bromhidrosis) และภาวะเหงื่อมีสี (Apocrine chromhidrosis)
  2. แบบทุติยภูมิ ได้แก่ โรค Fox-Fordyce (Fox-Fordyce disease) และโรคสิวอักเสบเรื้อรังที่รักแร้ (Hidradenitis suppurativa หรือ Acne inversa)

1.โรคของต่อมเหงื่อชนิด Apocrineแบบปฐมภูมิ

1.1 ภาวะกลิ่นตัวแรง (Apocrine bromhidrosis)

หมายถึง ภาวะที่มีกลิ่นตัวเหม็น (Body odor หรือOsmidrosis) อาจพบร่วมกับภาวะหลั่งเหงื่อมากหรือไม่ก็ได้ พบมากที่สุดที่บริเวณรักแร้ รองลงมาคือที่หัวหน่าวและฝ่าเท้า ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการกลิ่นตัวเหม็นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น กลิ่นตัวนี้เกิดจากสารที่สร้างมาจากต่อมเหงื่อชนิด Apocrine ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด ร่วมกับมีการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเชื้อกลุ่มคอรีนีแบคทีเรีย (Corynebacterium species)ทำให้กรดไขมันเปลี่ยนเป็นสารแอมโมเนียและกรดไขมันสายสั้นซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเหม็นนั่นเอง

ภาวะกลิ่นตัวแรงนี้ ต่างจากกลิ่นตัวเหม็นจากเหงื่อที่ผลิตโดยต่อมเหงื่อชนิด Eccrine(Eccrine bromhidrosis)  ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีกลิ่น แต่อาจมีกลิ่นได้ในบางภาวะ เช่น รับประทานอาหารจำพวกกระเทียม แกง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาบางชนิด และตำแหน่งที่มีอาการมักจะเป็นที่ฝ่าเท้า

การรักษา สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย หมั่นล้างรักแร้บ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย(Deodorant)และสารลดเหงื่อ เช่น Aluminum chloride
  • ใช้น้ำหอม
  • การกำจัดขนรักแร้ อาจโดยการโกนหรือใช้เลเซอร์ ช่วยป้องกันการสะสมของแบคทีเรียและเหงื่อบริเวณเส้นขน จึงช่วยลดกลิ่นได้
  • การฉีดโบท็อกซ์ เป็นวิธีที่ได้ผลดีและไม่ยุ่งยากเท่ากับการผ่าตัด นิยมฉีดบริเวณรักแร้เพื่อช่วยลดทั้งการสร้างเหงื่อและกลิ่นตัว
  • การผ่าตัดหรือเลเซอร์เพื่อเอาต่อมเหงื่อออก(Surgical excision, CO2 laser ablation) และการผ่าตัดเส้นประสาท (Upper thoracic sympathectomy) เป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดี แต่อาจเกิดผลข้างเคียงหลังการรักษาได้ เช่น แผลเป็น การติดเชื้อเป็นต้น

ทั้งนี้ภาวะกลิ่นตัวแรงมักเป็นเรื้อรังและรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ป่วยจึงควรร่วมมือกับแพทย์อย่างเต็มที่โดยหมั่นดูแลสุขอนามัยให้ดี หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สภาพอากาศร้อนชื้น และสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวเหม็น เพื่อผลการรักษาที่ได้ผลดีและทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขที่สุด

1.2 ภาวะเหงื่อมีสี (Apocrine chromhidrosis)

คือ ภาวะที่มีการหลั่งเหงื่อที่มีสี จากต่อมเหงื่อชนิด Apocrine เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก มักเกิดที่บริเวณรักแร้และใบหน้าตามลำดับ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นและอาจเป็นตลอดชีวิต ในบางรายอาจดีขึ้นได้เมื่ออายุมากขึ้น

สีของเหงื่อ เกิดจากสารไลโปฟุสซิน(Lipofuscin) ที่ถูกสร้างในเซลล์ของต่อมเหงื่อชนิด Apocrine (Apocrine secretory cells)  ปกติสารชนิดนี้มีสีทอง แต่เมื่อเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นทำให้เปลี่ยนแปลงได้เป็นหลายสี เช่น สีเหลือง เขียว น้ำเงิน และดำ ซึ่งสามารถตรวจวินิจฉัยให้แม่นยำได้ด้วยแสง Wood’s lightภาวะนี้แตกต่างจากภาวะเหงื่อมีสีจากต่อมเหงื่อชนิด Eccrine (Eccrine chromhidrosis)  ที่เกิดขึ้นเมื่อรับประทานสารที่มีเม็ดสีละลายในน้ำได้และถูกขับออกทางต่อมเหงื่อ Eccrineเช่น ยา Quinines หรือภาวะ Pseudo-eccrine chromhidrosisที่เกิดจากสารเคมีทำปฏิกิริยากับเหงื่อแล้วเกิดมีสีขึ้นมา เช่น เหงื่อสีน้ำเงินจากการสัมผัสทองแดง เป็นต้น

โรคนี้ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลอย่างแน่ชัด แต่มีรายงานว่าการฉีดโบท็อกซ์บริเวณที่มีอาการ ช่วยทำให้ภาวะเหงื่อมีสีที่ใบหน้า (Facial chromhidrosis) ดีขึ้นได้

  1. โรคของต่อมเหงื่อชนิด Apocrineแบบทุติยภูมิ

2.1 โรค Fox-Fordyce (Fox-Fordyce disease)

คือโรคที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนคันตามรูขุมขนบริเวณต่อมเหงื่อชนิด Apocrine เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย ผู้ป่วยส่วนมากถึงร้อยละ 90 เป็นผู้หญิงและมักมีอายุระหว่าง 13-35 ปี สาเหตุหลักเกิดจากมีการอุดตันของรูขุมขน ทำให้ต่อมเหงื่อชนิด Apocrine มีการอุดตันด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อว่ากรรมพันธุ์และฮอร์โมนก็มีผลต่อการเกิดโรคนี้ด้วย

อาการของโรค จะพบตุ่มนูนสีเนื้อ สีเหลืองหรือน้ำตาลจำนวนมาก ตามรูขุมขนบริเวณต่อมเหงื่อชนิด Apocrine อาจพบเป็นตุ่มนูนแดงหากมีการอักเสบเกิดขึ้น คล้ายภาวะรูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) รอยโรคมักเป็นทั้ง 2 ข้างของร่างกาย พบบ่อยที่บริเวณรักแร้ อาจเป็นที่หัวหน่าว บริเวณฐานหัวนม รอบสะดือ และต้นขาด้านในได้ด้วย บริเวณที่เป็นมักจะมีเส้นขนขึ้นน้อยและไม่มีการผลิตเหงื่อจากต่อมเหงื่อชนิด Apocrine ผู้ป่วยจะมีอาการคันมากซึ่งมักถูกกระตุ้นด้วยเหงื่อหรืออารมณ์ที่ตื่นเต้น

การรักษาให้หายขาดทำได้ยาก ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้รอยโรคเป็นมากขึ้น เช่นสภาวะที่ทำให้เหงื่อออกมากหรืออยู่ในที่ร้อน เป็นต้น ยาชนิดทา เช่น Clindamycin ใน Propylene glycol, 0.1% Tretinoin, Pimecrolimusช่วยบรรเทาอาการและทำให้รอยโรคดีขึ้นได้ ยาชนิดรับประทาน Isotretinoinสามารถทำให้รอยโรคหายได้เกือบทั้งหมดแต่มีอัตราการกลับเป็นซ้ำสูงภายใน 3 เดือนหลังจากหยุดยา นอกจากนี้วิธีการผ่าตัด (Surgical excision) และการจี้ไฟฟ้า (Electrocoagulation) ก็ได้ผลดี

  • โรคสิวอักเสบเรื้อรังที่รักแร้ (Hidradenitis suppurativaหรือ Acne inversa)

คือ โรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของต่อมขน (Terminal hair follicle) บริเวณต่อมเหงื่อชนิด Apocrine มีลักษณะเป็นตุ่มหนองอักเสบเรื้อรัง และเมื่อหายจะเกิดแผลเป็น พบบ่อยที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ รักแร้ ขาหนีบ และทวารหนัก โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อย ประมาณร้อยละ 1 ของประชากรทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ปัจจัยการเกิดโรคมีหลายอย่างดังนี้

  • กรรมพันธุ์ พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 26 มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย
  • ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) เชื่อว่าอาจมีผลต่อการเกิดโรค เนื่องจากผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการในวัยเจริญพันธุ์และดีขึ้นได้ในช่วงหลังคลอดบุตร พบได้น้อยที่มีอาการในช่วงก่อนวัยเจริญพันธุ์หรือวัยหมดประจำเดือน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด
  • โรคที่สัมพันธ์กับโรคสิวอักเสบเรื้อรังที่รักแร้ เช่น Crohn disease, Pyoderma gangrenosum, Nephrotic syndrome, Amyloidosis เป็นต้น
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื่อว่ามีบทบาทต่อการเกิดโรค เชื้อที่พบบ่อยคือStaphylococcus aureus, Coagulase-negative Staphylococci
  • โรคอ้วน เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเสียดสีของผิวหนังและมีการอุดตันของต่อมขนมากขึ้น รวมทั้งยังอาจมีฮอร์โมนแอนโดรเจนมากกว่าปกติด้วย
  • การสูบบุหรี่

ลักษณะเด่นของโรคนี้ คือ จะพบรอยโรคเฉพาะที่ต่อมขนบริเวณต่อมเหงื่อชนิด Apocrine และไม่พบสิวอุดตันหัวปิดซึ่งต่างจากโรคสิวและมีแผลเป็นที่รอยโรค การวินิจฉัยโรคสามารถทำได้โดยดูจากอาการทางคลินิก สามารถแบ่งความรุนแรงของโรคได้เป็น 3 ระยะตาม Hurleyดังนี้

ระยะที่ 1    เริ่มมีการอักเสบเป็นตุ่มหนองขนาด 0.5-2 ซ.ม. อาจมีเพียงจุดเดียว ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหรือคัน และจะกลายเป็นฝีเมื่อมีการอักเสบมากขึ้น

ระยะที่ 2    มีทางต่อเชื่อม (Sinus tract)ระหว่างตุ่มหนองหรือฝีและมีแผลเป็นเชื่อมระหว่างรอยโรค 2 จุด

ระยะที่ 3    รอยโรคจะรวมกันเป็นขนาดใหญ่ขึ้น มีการเชื่อมต่อกันของทางต่อเชื่อมและแผลเป็น

แพทย์อาจทำการเพาะเชื้อบริเวณส่วนลึกของรอยโรค (Deep culture) หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อ เพื่อแยกโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ เชื้อวัณโรค และเชื้อรา ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้ที่พบมากที่สุดคือการเกิดแผลเป็น ซึ่งหากเป็นที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนักอาจทำให้เกิดการตีบแคบของท่อปัสสาวะและรูทวารได้ เกิดการติดเชื้อเฉพาะที่รอยโรค หรือลุกลามจนมีการติดเชื้อในกระแสเลือด นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิดมะเร็งผิวหนัง (Squamous cell carcinoma) ได้ด้วย

หัวใจหลักของการรักษา คือ การป้องกันการเกิดโรค รวมทั้งการลดขนาดและการเกิดแผลเป็น แบ่งการรักษาตามระยะของโรค ดังนี้

ระยะที่ 1    ใช้ยาชนิดรับประทาน Clindamycin ร่วมกับ Rifampicin

ระยะที่ 2    ให้การรักษาเหมือนระยะที่ 1 หากไม่ดีขึ้นหรือมีการกลับเป็นซ้ำจึงพิจารณาการผ่าตัด (Limited excision)

ระยะที่ 3    เริ่มต้นการรักษาเหมือนระยะที่ 1 หากไม่ดีขึ้นจึงพิจารณายากลุ่มชีวภาพ เช่น Infiximabและการผ่าตัด (Wide excision)

โรคสิวอักเสบเรื้อรังที่รักแร้ มักมีผลต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นใจของผู้ป่วยเนื่องจากเกิดแผลเป็นบริเวณรอยโรคอีกทั้งยังเป็นโรคที่รักษาให้หายยาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดโรค และเมื่อมีโรคเกิดขึ้นแล้วควรรีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

กล่าวโดยสรุป โรคของต่อมเหงื่อชนิด Eccrineและ Apocrine ส่วนใหญ่เป็นโรคที่พบได้ไม่มาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการเข้าสังคมและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นแพทย์จึงควรเรียนรู้รายละเอียดของแต่ละโรคดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อที่จะสามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่จะตามมาและส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

พี.พอลล่า คลินิกศูนย์ ‪#‎โรคสะเก็ดเงิน‬ ‪#‎ฉีดโบท็อกซ์‬

ปรึกษาฟรีไลน์piti2497 สอบถาม093 939 6678/081 559 5963
www.facebook.com/PPaulaSkinAntiAgingCenter

References

  1. Lowell A. Goldsmith, Stephen I. Katz, et al. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 8th Vol1: Disorders of the Eccrine and Apocrine glands. New York: McGraw Hill; 2012. p.929-959.
  2. mayoclinic.org/disease-conditions/anhidrosis/basics/definition/con-20033498